วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555

215% สำหรับ Martingale Strategy with Money Management


มา Update กันต่อนะครับ ตอนนี้ Bulletproof ได้ค่อยๆทำกำไรมาได้ถึง 215% แล้วครับ
แม้ว่าปัจจุบัน ยูโรอยู่ในทางลง แต่จังหวะ เวลาที่ถูกเลือกไว้ยังคงเอื้ออำนวยให้ หุ่นยนต์ตัวนี้ทำงานได้เป็นอย่างดีครับ ตอนนี้ผมได้ทดลองเพิ่มกับ FXCM ก็ยังโอเคครับ แต่ต้องลดจำนวน Lot ลงเพราะ Leverage ของ FXCM UK เขาให้ 1:200 ดังนั้น ต้องยอมกำไรน้อยลง แต่รักษาความปลอดภัยของ Martingale ไว้

ตอนนี้ผมเองได้เพิ่มกลยุทธ์การเทรด แบบ Manual โดยใช้ Margingale ร่วมกับ Elliotte Wave และ Fibonacci  ก็ทำงานได้ดีครับ ตอนนี้กำลังทดสอบกลยุทธ์นี้กับ SET 50 Future และ Gold Future อยู่่ ซึ่งโดยรวม พอได้ครับ ไว้ทดสอบอีกพัก จะมาเล่าให้ฟังครับ

วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ใช้ กลยุทธ์ Martingle (เบิ้ลลอต)​ อย่างไร ไม่ให้ล้างพอร์ต

สวัสดีครับ วันนี้มาขอคุยกันเรื่องที่หลายๆคนพูดกันประจำครับ ว่า "ระวังนะ Martingle มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง"
เลยอยากมาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมครับ ว่าจริงๆแล้วมันเพราะอะไร และทำไมยังมีคนใช้กลยุทธ์แบบนี้อยู่

ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ใช้เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ช่วยสร้างให้ผมมีชีวิตอิสระได้จนถึงทุกวันนี้ครับ กลยุทธ์นี้หลายคนมักจะเข้าใจว่า เป็นการ ดับเครื่องชน เพราะหลักการก็คือ การ เพิ่ม Position เป็นสองเท่าทุกครั้งที่ขาดทุน เช่นเราเข้า ครั้งเรา 0.1 Lot แล้วเราขาดทุนถึงระดับหนึ่ง ก็เข้าเพิ่มเป็น 2 เท่า ก็คือ 0.2 Lot และถ้ายังขาดทุนต่ออีก ก็เพิ่มเป็น 0.4 Lot ไปเรื่อยๆ จำนวนการขาดทุุนก็จะเพิ่มเป็นสองเท่าเช่นกันครับ แต่ถ้าเกิดราคาปรับตัวกลับมา เราก็จะสามารถปิด Position ทั้งหมดเลย เมื่อ Position ล่าสุดได้กำไรตาม Target ครับ

ซึ่งการเทรด Forex นะครับ ยังไงก็มีโอกาสที่มีวันหนึ่งที่เราเข้าเทรด แล้วราคาวิ่งแบบมี Trend ยาว ทำให้ไม่สามารถปิด​ Position ได้เลย จนล้างพอร์ตไปเลย ถ้าแบบนี้ผมถือว่า อันตรายอย่างที่เขาว่าครับ

แต่ มีแต่ครับ คือถ้าเรามีการเพิ่มการบริหารจัดการ ที่เรียกว่า Money Management เข้าไปครับ อันนี้จะลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสทำกำไรได้มากๆๆๆ ครับ

คือเรามีการกำหนดจำนวน Lot ที่เราจะเข้าทั้งหมด เช่นเราจะเข้า 3 Lot  และตั้ง Stop Loss ที่ 50 Pips เราสามารถแบ่งการเข้าเป็นจังหวะ แบบ Martingle เช่น ถ้าเรากำหนด Lot เริ่มที่ 0.1 เราจะสามารถเข้าได้ทั้งหมด 0.1 0.2 0.4 0.8 0.16 0.32 0.64  คือ 7 ครั้ง ซึ่งถ้าเราตั้งว่าถ้าราคาปรับผิดทางไป 15 Pips เราจะเข้าเพิ่ม อย่างนี้ก็หมายความว่าเราสามารถผิดได้ 105  Pips ถ้าราคาผิดมากกว่านี้เราก็ไม่สามารถเปิด Position ได้เพิ่ม และเมื่อราคาชน Stop Loss เราก็ต้องยอมขาดทุนในครั้งนั้นครับ อย่างนี้ก็ไม่ต้องกลัวล้างพอร์ต แถมสามารถ Trade ได้บ่อยขึ้น และ ได้กำไรมากขึ้นครับ แต่ อีกหนึ่งแต่ครับ การจะใช้กลยุทธ์นี้ควรมีประสบการณ์มากพอควร ในเรื่องของ Price Pattern และ Elliot Wave นะครับ เพราะจะช่วยทำให้เราหลีกเลี่ยงการเข้าไป สวน Trend ใหญ่ครับ

ลองดูนะครับ เพราะกลยุทธ์นี้น่าจะมีไว้ใน คลังอาวุธการเทรด เพิ่มจากแบบ Trend Following บ้าง ก็จะทำให้ครบเครื่องมากขึ้นครับ

แต่สำคัญนะครับ โอกาสกำไรมาก ก็หมายถึงว่าโอกาสขาดทุนมากก็มีเช่นกันครับ ต้องดูก่อนนิดนึงนะครับว่าเรารับการขาดทุนได้มากแค่ไหน ถ้าไม่มากก็ เทรดแบบ Trend Following แบบ Fixed Lot จะสบายใจกว่าครับ

วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2555

เกือบปีแล้วครับกำไร 170%


มาดูผลงานกันต่อนะครับ จะเห็นว่าหลังจากช่วงที่แล้วคือ ตุลาคม กำไรได้วิ่งไปเกือบ 170% แต่มีอยู่คืนหนึ่งราคาเกิดปรับตัวลงแรงครับ ทำให้กำไรที่ได้มาลดลงไปเกือบเท่ากับช่วงตุลาคม จากนั้นผมเองก็ตั้งระบบของ EA ให้อยู่ใน Safe Mode เพราะว่า EURUSD ผันผวนมากและแนวโน้มลงมากกว่า จะเห็นว่ากราฟจะค่อยๆปรับตัวขึ้นกลับมา ระดับเดิม แต่ก็มีเมื่อคืนครับที่มีการปรับตัวแรงอีกครั้ง ครั้งนี้ลบไม่เยอะ แต่ Drawdown เยอะไปนิดครับ แต่โดยรวมระบบนี้ยังทำกำไรได้เรื่อยๆครับ

จริงๆแล้วถ้าผมปล่อยให้ EA ตัวนี้จัดการตัวเองไปเรื่อยๆนะครับ ผลกำไรจะดีกว่านี้เยอะครับ แต่ความเสี่ยงจะสูงกว่ามากผมเลยเลือกที่จะได้กำไรน้อยหน่อย และ Stop Loss มือในบางครั้งเพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงครับ

ส่วนตัวผมยังเชื่อว่าการใช้ EA ช่วยเทรดเป็นอะไรที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นครับ แต่ยังไงเราต้องคอยวิเคราะห์ หรือมีระบบของเราคุม EA อีกทีนะครับ ระบบที่ว่าคือ ​Money Management และ Risk Management ครับ เพราะ การวิเคราะห์ Technical นั้นเป็นแค่ 10% ของความสำเร็จทั้งหมดซึ่งเราก็ปล่อยให้ EA ดูแลไป แต่ส่วนที่เหลือเราต้องดูเองครับ

หลายๆคนที่ล้างพอร์ตเพราะ EA เพราะ มักจะเชื่อ EA เกินและ Overtrade พอ EA ผิดครั้งสองครั้งก็ล้างพอร์ตเลยครับ

วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554

มา Update ผลงานกันครับ 8 เดือน กำไร 130%


เป็นเวลา 8 เดือนแล้วครับ ที่ได้ลองทดสอบ Bulletproof EA เริ่มตั้งแต่ เดือน มีนาคม โดยรวม EA ตัวนี้ทำงานได้เป็นที่น่าพอใจทีเดียวครับ จากที่ได้เล่าให้ฟังแล้วนะครับว่า หุ่นยนต์ตัวนี้ทำงาน อาทิตย์ละสองวัน คือ เที่ยงคืนวันพุธ และพฤหัส และเข้าซื้อ EURUSD อย่างเดียว โดยใช้ระบบ Money Management จัดการ Lot ในการเข้า และเข้าแบบเพิ่มสองเท่าเป็นจังหวะ โดยเวลาที่เข้าได้ทำการทดสอบแล้วว่า EUR มักจะมีการเด้ง ทำให้ 90% จะได้กำไร แต่ก็มีโอกาสที่จะเสียอยู่นะครับ โอกาสแรกคือเกิดตลาดเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นลงยาว ก็อาจจะทำให้เราเสียหายหนักได้  สิ่งที่ผมจัดการเพิ่มก็คือ ผมจะมีการปิด Position มือในบางวัน คือหุ่นยนต์จะทำงานหลังเที่ยงคืน และถ้าทำกำไรได้จะทำงานถึงประมาณ หกโมง ดังนั้นถ้าวันไหนผมตื่นมาแล้วหุ่นยนต์ยังไม่ปิด ​Position ผมจะดูกราฟเพิ่ม และถ้าดูท่าไม่ดีก็จะปิดเลย ไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุน และรอรอบต่อไป ซึ่งก็มีหลายครั้งที่ถ้าไม่ปิด จะได้กำไรมากกว่า แต่ผมตั้งใจว่ากำไรน้อย ดีกว่าขาดทุน ก็ถือว่าพอเพียงครับ  
วันนี้เลยอยากจะมาแบ่งปันให้ฟัง ใครที่อยากทำกำไรใน Forex นะครับ จะทำกำไรให้ได้มากๆ ต้องฝึกฝนหนักทีเดียว และก็เสี่ยงต่อขาดทุนมาก ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน แต่ถ้าใครอยากจะเริ่ม แนะนำให้ศึกษาการทำงานของ EA ตัวนี้ให้ดี จะสามารถทำกำไรได้พอควรครับ แต่อย่าลืมว่าต้องทำใจว่า ทุกวิธี ทุก EA มีความเสี่ยง ดังนั้นควรใช้เงินที่สามารถเสียได้ทั้งหมด มาลงทุนนะครับ ไว้ผมจะมาเล่าเพิ่มเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้หุ่นยนต์ตัวนี้ โชคดีนะครับ

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ชีวิตอิสระ กับการเทรด แต่...

สวัสดีครับ ไม่ได้เขียนมาสองเดือนได้ พอดีมัวแต่ไปเขียนเรื่องอื่นๆจนเพลิน วันนี้ว่างๆก็เลยมาเขียนบันทึกไว้เสียหน่อย

ผ่านมาเกือบ สี่เดือน มาดูผลงานกันนิดนึง พอร์ตที่ใช้ Bulletproof Robot ได้กำไร 58% พอร์ตที่ใช้ผสม ระหว่าง Bulletproof Highvoltage, Fapturbo และ ชุด Megadroid ได้อยู่ที่ 64% ส่วน Primeval กับ Megadroid Pro ได้อยู่ 16% ถือว่าได้กำไรใช้ได้เลยครับ และก็ไม่อันตรายมาก เพราะมีการจัดเรื่อง Money Managment ไว้เรียบร้อย








อ่านดูแล้ว เหมือนว่าได้ง่ายๆ บางคนอาจจะบอกว่า ผมตั้งโปรแกรมไว้ให้ทำงานเอง และก็นั่งรอนับเงิน จริงๆแล้วไม่แนะนำเลยครับ เพราะว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ การที่เราจะทำกำไรให้ได้นั้น ต้องเน้นที่ว่า กำไรระยะยาวๆ นะครับ ไม่ใช่กำไรเดือนนี้ 100% ก็มั่นใจว่าเราเก่งแล้ว เดือนหน้าอาจจะขาดทุนหมดพอร์ตก็ได้

สิ่งที่สำคัญก็คือ สิ่งที่ต้องทำอย่างแรกก็คือ ต้องสามารถที่จะเลือกที่จะไม่เทรด เมื่อภาพต่างๆไม่ชัดเจน
ที่ผมใช้ Robot ทุกตัวเป็นแบบ Semi Auto เพราะผมจะคอยดูว่าเมื่อไหร่ควรเข้า หรือไม่ควรเข้า บางวันผมอาจจะปิดไม่ให้หุ่นยนต์ทำงานก็ได้ ถ้าดูถ้าไม่ดี ซึ่งอาจจะทำให้โอกาสทำกำไรน้อยลง แต่ก็ปิดโอกาสขาดทุนหนักได้ดีทีเดียวครับ

การเทรดให้สบายนะครับ คือเทรดให้น้อยครั้ง เน้นเฉพาะช่วงนี้มีภาพที่ค่อนข้างชัด และสัดส่วน Risk & Reward ต้องพอเหมาะ บางอาทิตย์ เทรดแค่สองครั้งก็พอครับ อย่างผมเอง แต่ละวันแทบจะไม่ได้ดูเลย จะดูก็ตอนเช้า ตื่นนอน หรือก่อนนอน ว่าตลาดเป็นอย่างไร และส่วนใหญ่จะเทรดตอนคืน พุธ กับพฤหัส เท่านั้นแค่นี้ก็พอที่จะมีรายได้เฉลี่ย 5-10% ต่อเดือนแล้วครับ ทำให้ชินแล้วชีวิตเราก็จะมีเวลาทำอย่างอื่นที่เราอยากทำ เวลาไม่มีอะไรทำก็ยังมีรายได้ประจำที่ไม่ต้องเหนื่อยมากอีกครับ

แต่...​ คำนี้สำคัญนะครับ ก็คือเราต้องมั่นทำบุญ ทำทานอย่างสมำ่เสมอนะครับ เพราะรายได้ที่เราได้มาจริงๆแล้วมาจากผลทานของเรานั่นเองครับ ถ้ามีมากเราก็จะทำกำไรได้มาก บางครั้งแทบไม่เชื่อตัวเองเลยว่าได้มาได้อย่างไร ถ้ามีน้อย เหนื่อยอย่างไรก็ได้น้อยครับ

สรุปนะครับ ชีวิตอิสระอยู่ที่การจัดการชีวิตของเราเอง และผลของทานที่เราเคยทำมานั่นเองครับ

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554

การบริหารความเสี่ยงโดยการจัดเงินที่เข้าเทรด (Position Sizing)


ครั้งที่แล้วเราพูดถึงการหาสัดส่วนเงินที่จะเข้าในแต่ละครั้งโดยใช้กฏกเกณฑ์ของ Kelly นะครับ คราวนี้เรามาดูกันว่า
มีวิธีไหนช่วยได้อีกครับ

เรามาเริ่มกันก่อนนะครับ ว่าเทรดเดอร์มีแบบวิธีการจัดการอย่างไร

แบบที่ 1 คือเข้าแล้ว ตั้ง Stop Loss คงที่ไว้ที่ค่าหนึ่งเลยครับ
แบบที่ 2 คือตั้งตาม Technical คือตามภาพที่วิเคราะห์ได้

ซึ่งสองแบบนี้มีข้อดี ข้อเสียของมัน ซึ่งข้อเสียที่ชัดเจนก็คือ แบบแรก ราคาอาจมีการ Swing มาชน Stop Loss ก่อนที่จะไปในทางที่เราต้องการ ส่วนแบบที่สองบางทีจุด Stop Loss อยู่ห่างมาก ถ้าเราคาดการณ์ผิดจะเสียหายเยอะทีเดียวครับ

เรามาลองดูตัวอย่างกันครับ ว่าเป็นอย่างไร

The Risk Of Ruin


อะไรคือ The Risk Of Ruin?
มองดูง่ายๆครับ ก็คือ โอกาสที่เราๆจะเสียเงินหมดพอร์ตนั่นเองครับ ซึ่งจะหมายความว่าเราอดเล่นต่อ เพราะเงินหมดหรือต้องฝากเงินเข้าไปเพิ่มเพื่อทำกำไรใหม่นั่นเองครับ
การที่เราจะอยู่ให้รอดในตลาด FOREX นั้นนะครับ สิ่งสำคัญเราต้องมีกลยุทธ์การซื้อขายที่ดี และมีวินัยที่จะทำตามกลยุทธ์นั้นๆ อย่าง 3 ก๊กครับ ไม่ว่าขงเบ้งจะเก่งอย่างไร ถ้าแม่ทัพไม่ทำตามแผนที่วางไว้ ยังไงก็แพ้ครับ
และการที่เราจะมั่นใจได้ว่ากลยุทธ์ของเราดี เราต้องรู้ก่อนเสมอว่าโอกาสที่เราจะสำเร็จ และล้มเหลวนั้นเป็นอย่างไร ตัวช่วยของเราก็คือเจ้าตัว Risk of ruin นี่ละครับ เพราะเราจะใช้มันในการจัดการกับโอกาสที่เราจะล้มเหลวให้ดีที่สุดครับสูตรก็มีดังนี้ครับ
Risk of ruin = ((1 - Edge) / (1 + Edge)) ^ Capital units
Where ^ denotes 'to the power of'
Edge คือเปอร์เซ็นต์ถูก - ผิดของกลยุทธ์ที่เราใช้ สมมติว่าเราถูก 51% edge ของเราก็คือ 1%
Capital units ก็คือจำนวนเงินที่เราต้องเสี่ยง ถ้าเรามี $1,000 และคุณเข้าเสี่ยง $50 ทุกครั้งที่คุณเทรด คุณจะมี 20 capital units

The Risk Per Trade

วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2554

พอร์ตเริ่มโต บริหารความเสี่ยงอย่างไรดี

พอดีช่วงนี้ว่างๆ เลยมานั่งนึกถึงประสบการณ์เก่าๆครับ มีช่วงหนึ่งที่พอร์ตการลงทุนเริ่่มโต จากกำไรทางหนึ่ง และรายได้จากทางอื่นๆอีกทางหนึ่ง แถมมีพอร์ตของสมาชิกมาให้ดูแลเพิ่มอีก ช่วงนั้นต้องวางแผนอยู่หลายคืนเลนครับ เพราะเงินยิ่งก้อนโต ต้องมีการวางแผนบริหารความเสี่ยงให้ดีครับ

ตอนนั้นแทบไม่ได้สนใจการวิเคราะห์ด้านเทคนิคเลยครับ ตอนนั้นนึกถึงแต่ Risk & Reward นึกถึงแต่ระบบที่ต้องใช้ นึกถึง Money Management ครับ และที่สำคัญต้องมีคนช่วยเทรดเพราะเทรดคนเดียวไม่ไหวครับ เงินก้อนใหญ่มาก ตอนนั้นโชคดีมี EAs ตัวดีๆหลายตัวครับ ที่เขียนเอง และที่มีขายทั่วไป แต่ได้รับการทดสอบ และปรับแต่งค่าให้เหมาะกับระบบของเราเรียบร้อย ก็เลยไม่ยาก ถัดมาก็ต้องบริหารความเสี่ยงเรื่องของ Brokers ต้องหาที่ที่มั่นใจได้ สาม สี่ที่ครับ

อันนี้ความเห็นส่วนตัวครับ การที่เราจะโตขึ้นในสายงานด้านนี้นะครับ เทรดให้คนอื่นๆ หรือให้ตัวเอง สิ่งสำคัญก็คือ การวางแผนการลงทุน การบริหารความเสี่ยง อัตราส่วน ความเสี่ยงต่อกำไรครับ ถ้าสิ่งเหล่านี้ลงตัว เราไม่ต้องถูกบ่อยๆ ก็ได้กำไรแล้วครับ

ผมเคยสงสัยตัวเองนะครับว่า ระบบเรามันง่ายไปหรือเปล่า มันจะได้เหรอ เพราะแทบไม่ต้องทำอะไรเลย แต่จริงๆแล้วครับ ระบบยิ่งดูง่าย ยิ่งทำงานง่าย และได้กำไรง่ายครับ อย่าไปทำอะไรให้ซับซ้อนเกินไป เพราะสูงสุด คืนสู่สามัญครับ

วันพุธที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2554

ใช้ระบบเทรด เป็นเข็มขัดนิรภัยดี หรือ คันเร่งดี

สวัสดีครับ ไม่ได้เขียนมานานพอควรครับ มัวแต่ยุ่งจัดพอร์ตการลงทุนใหม่ๆ ครับ วันก่อนนั่งคุยกันในวงทานข้าว เกี่ยวกับพฤติกรรมการเทรดหลายๆแบบ เลยทำให้นึกขึ้นมาได้ว่า หลายๆคนที่เข้ามาเทรด ไม่ว่าจะเป็นหุ้น Future AFET หรือ แม้กระทั้ง Forex นั้น หลักๆก็คือทำอย่างไรให้ทำกำไรได้สูงๆ พยายามหาวิธีต่างๆขึ้นมา มักจะนึกภาพว่าถ้าเดือนนี้ทำกำไรได้เป็นร้อยๆเปอร์เซ็นต์ จะเป็นอย่างไร

พอวาดภาพในใจเรียบร้อย ก็เริ่มเทรด บางคนศึกษามาดี ก็มีกำไร และก็เพิ่มกำไรไปเรื่อยๆ จนมั่นใจมากก็เพิ่มเงินที่เข้าออก แต่ละครั้งไปเรื่อยๆ มาวันหนึ่ง อะไรก็ไม่เป็นใจ ที่คิดไว้ผิดทาง อารมณ์เริ่มขึ้น เอาวะ สู้อีก เทรดเพิ่มกว่าที่ปกติเทรด และก็สุดท้าย กำไรที่ได้มาคืนหมด บางคน ไปจนถึงหมดพอร์ตก็มีครับ

ถ้าเป็นหุ้น เวลามีกำไรก็ขาย ตอนเย็นก็ยิ้มไปฉลองกัน แต่พอผิดทางขาดทุนก็ถือโดยที่หวังว่าจะกลับมากำไรใหม่ ถ้าเป็นช่วงตลาดขาขึ้นก็ไม่มีปัญหา ถือยังไงก็กำไร ทำไปเรื่อยๆก็เคยชินเป็นนิสัย คราวนี้พอตลาดกลับใจ เป็นขาลง ทีนี้ละครับ ติดดอยกันเป็นแถวครับ

ทั้งหมดนี้คือ ใช้วิธีการต่างๆ เพื่อเร่งทำกำไร เหมือนเป็นคันเร่งของรถยนต์ เร่งอย่างเดียว ไม่เพื่อว่าเกิดรถไถล ไปแล้วจะเป็นอย่างไร มีอะไรป้องกันหรือเปล่า

คราวนี้มาดูกันอีกมุมนะครับ สำหรับนักเทรดที่มีประสบการณ์มากๆ คือ  ล้างพอร์ตมานับไม่ถ้วนก็เริ่มเข้าใจว่า สิ่งที่ต้องระวัง และดูให้ดีก็คือ การหา เข็มขัดนิรภัย มาช่วยป้องกัน หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แทนที่เขาจะหาทางทำกำไรให้สูงสุด เขาจะหาทางป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นแทนครับ สิ่งที่เขาจะทำก็คือสร้างระบบ ขึ้นมาระบบหนึ่ง ซึ่งไม่เน้นทำกำไรสูงสุด แต่ไปตามแต่ที่ตลาดจะให้ แต่เน้นสำคัญก็คือ เมื่อผิดทางจะหนีอย่างไร และหนีแค่ไหนถึงจะปลอดภัย คราวนี้พอเราได้ระบบแล้ว ก็เพียงแค่ ทำตามระบบไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องกังวลว่า จะล้างพอร์ต หรือ ติดดอย และเมื่อตลาดเป็นใจ เราก็ได้กำไรใกล้ๆกับ ตลาด พอตลาดไม่เป็นใจเราก็หนีออกมาก่อน ไม่เสียไปตามตลาด สุดท้ายในระยะยาวๆ เราก็ปลอดภัย ได้กำไรสบายๆครับ

ไว้จะลองหาภาพมาใส่ให้เห็นภาพนะครับ สรุปก็คือ สำคัญมากสำหรับการเป็นเทรดเดอร์ ก็คือการบริหารความเสี่ยง นะครับ ไม่ใช่เสี่ยงเพื่อให้ได้กำไรสูงสุด

ขอให้เทรดมีกำไรทุกคนครับ

วันศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

การสร้างระบบ Hybrid กับ FOREX Robot

พอดีนึกขึ้นได้ถึงระบบหนึ่งที่ผมใช้ในการเทรด ถือว่าเป็นระบบที่ค่อนข้างให้กำไรสม่ำเสมอ ถึงแม้จะไม่ได้หวือหวามาก แต่ก็ใช้ได้ดีครับ เพราะเราไม่ต้องนั่งเขียนโปรแกรมให้ยุ่งยาก เพียงแต่คอยติดตาม หุ่นยนต์ที่เราซื้อมาก็พอครับ หุ่นที่ผมใช้หลักๆสำหรับระบบนี้เป็น ชุด Scalper ไม่ว่าจะเป็น Megadroid, Megadroid Pro, Forex Scalpa และ Accu Scalper. จะเห็นว่าเป็น ชุดที่หลายคนบอกว่าขึ้นหิ้งไปแล้ว แต่สำหรับผมก็ยังใช้งานได้ครับ

วิธีก็ง่ายๆครับ ก็คือเราแค่จัดการเรื่องของ Lot ที่เข้าซื้อเท่านั้นครับ ก็คือว่า สมมติว่า เราเริ่มใช้หุ่นยนต์กับบัญชีเงินจริง เราก็เริ่มที่ Lot ต่ำสุดก่อน ถ้าหุ่นทำกำไร ก็ปล่อยไปเรื่อยๆ แต่ถ้าหุ่นยนต์เสีย เราก็เพิ่ม Lot ตามความเสี่ยงที่เรารับได้ สมมติว่าเรามีบัญชี Micro วงเงิน $1,000 เราก็เริ่มที่ 0.01 และ ถ้าห่นยนต์เสีย ก็เพิ่มเป็น 0.05 และ 0.1 ตามลำดับ พอเราเพิ่มก็รอจนกว่าหุ่นยนต์ทำกำไรให้มากกว่าที่เสียไป ก็เปลี่ยนกลับมาที่ 0.01 ใหม่ไปเรื่อยๆครับ แต่เราต้องคำนวณก่อนว่า เปอร์เซ็นต์ความแม่นยำของหุ่นยนต์นั้นต้องอยู่ที่ระดับ 90% ขึ้นไป และต้องไม่เสียติดต่อกันเกิน 3 ครั้ง เพื่อเราจะได้เพิ่ม Lot ให้เหมาะสม และต้องวิเคราะห์ดูว่าเสียครั้งละเท่าไหร่ และได้กำไรครั้งละเท่าไหร่ เพื่อเราจะได้คำนวณ Lot ให้สามารถทำกำไรคืนได้เร็วที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงที่หุ่นจะเสียในช่วงที่เราเพิ่ม Lot

วิธีนี้จะช่วยคุมเราไม่ให้ เกิดความอยากเอาคืนเอง เพราะเรามีหุ่นยนต์คอยดูแลให้ครับ วิธีนี้สามารถใช้กับหุ่นยนต์แบบอื่นๆได้อีกนะครับ เพียงแต่ศึกษาหุ่นยนต์ให้เข้าใจ และ ก็นำเอา Money Management มาใช้ก็เรียบร้อยครับ

หลักการจริงๆก็คือ เมื่อหุ่นยนต์ผิด ก็หมายถึงว่า ความน่าจะเป็นที่หุ่นยนต์จะถูกก็มากขึ้น เมื่อเป็นแบบนั้นเราก็สามารถ Aggressive  ได้มากกขึ้นครับ

วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ผลงานของ Robots ที่น่าสนใจ

พอดีได้นักวิเคราะห์ผลงานของ Robots ต่างๆที่ใช้นะครับ เลยเอามาให้ดู จะเห็นว่า Bullet Proof และ GPS Forex ทำกำไรได้ดีทีเดียวครับ ส่วนตัวอื่นๆ กลางๆครับ ยังไม่ค่อยประทับใจ ตอนนี้ผมตั้งให้ Bullet Proof ทำงานที่ Lots 0.09 ส่วน GPS Forex อยู่ที่ 0.20 บัญชี Live นี้มีเงินเริ่มต้น ที่ $3,000 หนึ่งเดือนทำกำไรได้ 18% ได้ $538


ส่วนอีก Account หนึ่งเป็น Demo นะครับดูดีนะครับ แต่เป็นการตั้งค่าแบบเสี่ยงพอควร และมี Bullet Proof High Voltage และ Aggressive อยู่ด้วยกัน ซึ่งก็มีโอกาสที่บัญชีจะโดนล้างได้ครับ ตอนนี้ได้กำไร 1 เดือน ได้ถึง 70% $1,692.87 จากเงินต้น $2,400 แต่ผมเชื่อว่าเนื่องมาจาก Spread ที่ต่ำของ Demo และก็ไม่มี Requote ทำให้การทำงานของ Scalper โดยเฉพาะ FAPTURBO ทำงานได้กำไรดีครับ ถ้าเป็น บัญชีจริงคงจะทำกำไรได้น้อยกว่านี้ 30-40% อย่างถ้าเทียบดูนะครับ บน Account Demo MD Pro ทำกำไรให้ $6.98 แต่บน Account จริง ขาดทุน $-0.5


สำหรับรายละเอียดของการซื้อขายนะครับ เข้าไปดู Demo Account นะครับ สามารถเข้าไปดูโดยใช
User_Id = 2457374, Password = investor123

วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ประสบการณ์จริงกับการใช้ Elliott Wave Principle

ช่วงนี้เห็นตลาดหุ้นบ้านเราแล้วก็เหนื่อยแทนครับ เพราะการปรับตัวครั้งนี้เป็นการปรับตัวแบบ Complex พอสมควรครับ สามารถมองได้หลายแบบ มาถึงตอนนี้ยังมีภาพที่เราจะมองได้สองถึงสามแบบเลยครับ ที่ผมเห็นตอนนี้นะครับ คือ SET ตอนนี้อาจทำ เวฟ 5 แบบเป็น Double Top ไปแล้ว ตอนนี้กำลัง Correction ซึ่งมีแนวโน้มไปถึง 900 ต้นๆ ได้เลยครับ ภาพที่สองคือ การทำ Correction เวฟ 4 เป็นแบบ Extended  Flat ซึ่งก็หมายความว่าราคาจะปรับตัวขึ้นในไม่ช้า แต่ถ้าเป็นผมนะครับ ทางที่ดีสุดก็คือ รอดูเหตุการณ์ไปก่อน ยังไม่ต้องเข้าทำอะไรทั้งสิ้นเพราะ ยังไงยังมีจังหวะให้เข้าอีกหลายครั้งครับ อยู่เฉยๆไม่เหนื่อย แต่ถ้าใครอยากเข้าซื้อ ก็เข้าตอนประมาณ 930 หรือ 900 ต้นๆ ก็ยังพอได้ แต่ตั้งมีจุด Stop Loss นะครับ ถึง Stop Loss ก็ต้องออกมาก่อน ไว้ราคาตั้งฐานได้ค่อยเข้าใหม่

ที่เกริ่นเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะว่า จากประสบการณ์นะครับ ไม่ว่าจะเป็นนักวิเคราะห์มือหนึ่งยังไงนะครับ การวิเครราะห์เป็นเพิยงการคาดการณ์ ตามรูปแบบที่มี ความน่าจะเป็นสูง ดังนั้นทุกๆการคาดการณ์มีโอกาสผิดได้ครับ สิ่งสำคัญก็คือ ต้องมีจุดหนีถ้าเราคาดการณ์ผิด ไม่ควรคิดว่า ต้องเป็นแบบนี้ชัวร์ และทุ่มเงินเข้าไปเยอะเกิน ที่เราจะเสี่ยงเสียแต่ละครั้งได้ เพราะถ้าจังหวะโชคไม่อยู่ เงินที่ลงก็จะไม่อยู่ด้วยครับ

อย่าง Robert Precther ยังเคยคาดการณ์ผิดเลย และเขาก็ยอมรับ เช่นตอนที่เขาคาดการณ์ว่า ถึงจุดสูงสุดของราคาคือ เวฟ 5 แล้ว ผลปรากฏว่าราคานั้นทำ Extended เวฟ 5 เลยกลายเป็นขายหมูไป สำหรับผมเองนะครับ ทุกครั้งที่วิเคราะห์ผมจะพยายามหาภาพที่เป็นไปได้ 2-3 ภาพ และก็วางแผนการเข้าออกตามนั้น เพราะหลายๆครั้ง ภาพ 2-3 ภาพ อาจจะให้จุดการเข้า และ Stop Loss ที่เหมือนกัน ซึ่งทำให้โอกาสที่เราจะถูกก็มาก และถ้าผิด เราก็สามารถตัดภาพที่ไม่ใช่ทิ้งไปได้หลายภาพเช่นกัน

แต่ยังไงก็ดีนะครับ การวิเคราะห์โดยใช้ Elliott Wave ยังถือว่าเป็นการวิเคราะห์ที่ให้ความแม่นยำสูงมากเมื่อเทียบกับการวิเคราะห์แบบอื่นๆ และสามารถใช้ได้กับทุก Time Frame หลายๆครั้งที่ผมใช้กับ Time Frame 1 นาที ภาพของ Elliott Wave ก็ออกมาให้เห็นเกือบทุกครั้งไปครับ ที่ไม่ออกมาให้เห็น ก็คือนับไม่ถูกนั่นเองครับ

และถ้าเราไม่สามารถอ่านภาพออก ทางที่ดีก็คอยให้ภาพค่อยๆเผยตัวออกมา แล้วเราค่อยวางแผนว่าจะเข้าหรืไม่เข้าอีกทีดีกว่า

วันศุกร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2554

วิเคราะห์การทำงานของหุ่นยนต์ที่น่าสนใจ

หลังจากที่ได้ทดสอบ หุ่นยนต์ต่างๆที่น่าสนใจไปเกือบเดือน เรามาดูผลงานกันนะครับ

หุ่นยนต์ตัวแรกคือ Forex GPS Robot ทำงานได้น่าประทับใจครับ ยังไม่มีผิดเลยครับ ทำกำไรได้ไป $249 บน Live Account โดยซื้อขายเกือบทุกวัน ตอนช่วงเช้าประมาณ 6.30 ค่า Lots ผมตั้งช่วงแรก 0.64 แต่ช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมาตั้งลดลง เหลือ 0.20 ส่วนตัวที่ดีถัดมาก็คือ Forex Bulletproof มีผิดพลาดครั้งหนึ่ง โดยทำได้ $177 ตอนที่ผิดเสียอยู่ประมาณ $50 โดยผมตั้งค่า Lots ที่ 0.09 ที่เหลือยังไม่ค่อยประทับใจครับในส่วน Forex Scalpa, Accu Scalper, Pips Laser และ Megadroid ดูเหมือนว่าตลาดปีนี้ปรับเปลี่ยนไปอีกทำให้ หุ่นยนต์ชุดนี้ ยังทำงานไม่ค่อยได้ ต้องรอดูกันต่อครับ

คราวนี้มาศึกษาการทำงานของ หุ่นยนต์ที่ผมเชื่อว่าทำงานได้ดีมาก และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างระบบเทรดของแต่ละท่านได้ก็คือ Forex Bulletproof ครับ เพราะถ้าท่านที่มีประสบการณ์ระดับหนึ่ง จะสามารถนำไปใช้ได้ และทำกำไรได้ดีทีเดียวครับ

หุ่นยนต์ตัวนี้จะรอให้ราคาปรับตัวขึ้น หรือ ลงไปทางใดทางหนึ่งให้หลุดออกจากค่าเฉลี่ยที่ตั้งไว้ในระดับชั่วโมง หุ่นยนต์ก็จะทำการเปิด Position ตรงข้าม เช่นราคาขึ้นไปมากแล้ว ก็จะเปิด Short position และเมื่อราคาชน Target ก็ปิด Position และก็เปิดใหม่อีกทันที จนราคากลับตัว พอราคากลับตัวก็เปิด Position เพิ่มเป็นสองเท่า เมื่อ Position แรกติดลบจนถึงระดับที่ตั้งไว้ เพิ่มต่อเนื่องไปเรื่อยๆ และพอราคากลับมาได้กำไรก็ปิด Position ทุกอัน โดยที่มีการใช้การตั้งค่าภายในไว้ด้วยว่า ถ้าเกิดภาพเปลี่ยน หุ่นยนต์ก็จะปิด Position ทั้งหมดถึงแม้ว่าจะขาดทุนอยู่ ก็จะทำให้ปลอดภัยจากการ Blown Up Account.

จากประสบการณ์นะครับ ตลาด Forex เป็นตลาดที่ใหญ่มากๆ และปัจจุบันมีการใช้ หุ่นยนต์ช่วยเทรดกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็น พวกเราๆ หรือเจ้ามือใหญ่ๆ ทำให้ตลาดขึ้นลงแต่ละครั้งจะมีการทำกำไรเกิดขึ้นเป็นช่วงๆตลอด และก็พอที่จะให้เราเข้าไปขอส่วนแบ่ง ที่เราเรียกว่า Scalper ได้ โดยการที่เราจะขอแบ่ง เราก็ต้องอดทนรอได้ จนกว่าถึงจังหวะของเรา เราก็เข้าไป ซึ่งทำตามหลักของ Bullet Proof แล้วผมเชื่อว่าทำกำไรได้ไม่ยาก และถ้าเรามี Money Management (MM) ดีๆ จัดสัดส่วนของ Lots ที่จะเข้า ที่จะเพิ่มให้อยู่ในเกณฑ์ความเสี่ยงที่เหมาะสม แค่นี้เราก็ทำกำไรได้แล้วครับ ส่วนท่านที่ชอบระบบ Trend Following ก็ต้องยิ่งมีระบบ MM ที่รัดกุดเข้าไปอีก เพราะ Stop Loss ของ Trend Following จะกว้างกว่ามาก และ ต้องใจนิ่งๆ เพราะกว่าจะเข้า Trend ต้องโดน Stop Loss พอควรครับ แนะนำนะครับ ใครจะเล่น Trend Following ควรศึกษา และหาประสบการณ์กับ Elliott Wave Principle และ Fibonacci ให้ชำนาญนะครับ

จริงๆแล้วใครอยากจะเป็น Trader ก็ควรรู้จัก Elliott Wave ทุกคนครับ เพราะเหมือนเป็นการทำความเข้าใจพฤติกรรมของตลาด เมื่อเข้าใจพฤติกรรม ก็เหมือนการรู้เขารู้เรา ทำให้เราสามารถวางแผนการเทรดได้เหมาะสม และดียิ่งขึ้นครับ

วันจันทร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2554

สวัสดีปีใหม่ 2011

ปีใหม่แล้วครับ เปิดมาฉลองโดยการลงของค่าเงิน Euro สนุกสนานจริงๆครับ พอดีช่วงวันหยุดได้มีโอกาสนั่งนับเวฟ ค่าเงินต่างๆ และก็ทองด้วย เลยเอามาลงไว้เพื่อว่างๆไปข้างนอก จะได้เข้ามาดูได้






อันนี้เป็นการนับตามความเห็นส่วนตัว มีแอบดูจาก Elliott Wave ทีม และก็ Capital Management บ้างแต่บางอันผมก็ยังดื้อนับแบบผมเอง ก็ถือว่าเป็นมุมมองหนึ่งนะครับ เพราะการนับนั้นนับหลายๆมุมมองมากครับแล้วแต่ว่าใครจะเห็นแบบไหน เพียงแต่ว่าหลักการใหญ่ต้องไม่หลุด เช่นเวฟ 3 ต้องไม่สั้นที่สุด อะไรทำนองนี้ครับ 

อีกส่วนที่อยากบันทึกไว้ก็คือรูปแบบของกราฟแบบต่างๆที่น่าสนใจ วันนี้เจอภาพนึงที่น่าจำไว้สำหรับเวลาจะเล่น Intraday นะครับ





สรุุปภาพที่แสดงให้เห็นนะครับ จุดสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ ภาพใหญ่บอกว่าลง ทางที่ดีเราเน้น Short โดยตั้ง Stop Loss ไว้ที่ High เดิม และ Trailing Stop ตามลงมาเรื่อยๆ ส่วนภาพย่อยถ้าจะเข้า Long ตั้งเน้นสัดส่วนหลักๆ คือ 38.2%, 50%, 61.8% และตั้ง Target ที่ 23.6% เท่านั้น ถ้าเราดูรุปแบบการปรับตัวขึ้นในภาพย่อยจะเห็นว่า ถ้าเราเข้า Long ที่จุด 38.2% เราคงต้องตื่นเต้นแน่นอนว่ามันจะลงแรงเมื่อไหร่ เพราะการปรับตัวขึ้นเป็นแบบค่อยๆปีนขึ้นเขาอย่างไม่มีแรง แต่ยังไงต้องมีภาพ 23.6 อยู่ในใจเพื่อให้มั่นใจว่ายังไงต้องขึ้นไปถึง 23.6% อย่างน้อยแน่นอน ก็ต้องอึดไว้ ถ้ามีการลงแรงแต่ไม่ทะลุ Low เดิมก็ยังถือได้ ถ้าลงแรงมากและปรับตัวกลับขึ้นไป ก็สามารถเข้าซื้อเพิ่มได้นิดหน่อย และต้องออกเมื่อถึง ระดับ 23.6% จากที่เห็นราคาปรับไประดับหนึ่ง พอหมดแรงก็ตกลงมาตั้งหลักและขึ้นต่อไปที่ 23.6% และจากนั้นก็ลงแรงลงมาที่ระดับ 50% เลย ตอนที่เขียนอยู่ก็ยังปรับตัวอยู่ที่ระดับ 50% จะเห็นว่าภาพนี้เป็นภาพแสดงให้เห็นว่าตลาดฉลาดมากๆเลยครับ มันจะพยายาม Shake Shake คนที่เล่น Break Out ออกก่อนที่จะเดินหน้าไปในทิศทางที่ต้องการไป


วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553

พักผ่อนรับปีใหม่ ด้วยการทดสอบ Forex Bulletproof Package และ GPSForexRobot

สวัสดีครับ หายไปหลายวันพอดีช่วงนี้ตลาดค่อนข้างเงียบ เลยไม่ค่อยได้ดูมากเท่าไหร่ เลยเอาเวลาไปอ่านหนังสือ และก็ทดสอบระบบต่างๆครับ พอดีไม่กี่วันก่อน มีหุ่นยนต์ตัวใหม่ออกมาเลยได้เข้าไปทดสอบดูครับ น่าสนใจทีเดียว ตอนแรกมีหุ่นยนต์ที่ชื่อว่า Leo Trader Pro ออกมา เขาว่าทดสอบบน Live Account 4 เดือนได้กำไรจาก ไม่กี่ร้อยเป็นสามพันกว่าเหรียญ ก็น่าสนใจแต่ดูจากรูปร่างหน้าตาของเวปที่เขาออกแบบ ดูแล้วน่าจะเป็นทีมเดียวกับ Forex Robot World Cup ที่พังไม่เป็นท่า เลยยังต้องติดตามกันต่อ เท่าที่ดูเขาใช้เทคนิคคล้ายกัน เพราะครั้งที่แล้วก็บอกว่าลองกับ Live Account 3 เดือน กำไรหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่พอเอาเข้าจริง สองอาทิตย์ถัดมาขาดทุนเกือบหมดพอร์ตเลยครับ ตอนนี้เขาเปลี่ยนชื่อเป็น International EA Competition แทน ตอนที่เขาประกาศใหม่ๆ เขาทำทีเป็นการแข่งขัน Forex Robot World Cup แข่ง  3 เดือน โดยได้รับ Sponsor จาก FXCM ดูดีมากเลยครับ ผลการแข่งขันก็ดูดีมีหุ่นยนต์หลายตัวที่ทำผลงานได้ดี เขาก็บอกว่าจะเอาตัวที่ชนะเลิศมาขาย เราก็ตื่นเต้นวันที่ออกขาย ก็รีบซื้อเลย เขาขายตั้ง $999 เราก็ไม่สนใจกลัวไม่ได้ซื้อ เขามีหุ่นยนต์ให้เกือบ 10 ตัว แถมมีโฆษณาว่าเขาเอาหุ่นยนต์ที่เข้าแข่งหลายๆตัวมารวมกันตั้งชื่อว่า Fusion ทำกำไรเดือนเดียวตั้ง 300% ผมก็ยิ่งตื่นเต้น ได้มาปุ๊บไม่ลอง เอาเข้า Live Account เลย อาทิตย์แรกได้ $800 คุ้มๆ พออีกอาทิตย์เดียว คืนหมดเลย ไม่นานเขาก็ปิดการขาย โดยบอกว่า สมาชิกเต็มแล้ว แต่ผมว่าโดนคนว่า และก็จะขอคืนเงินมากกว่าครับ  แต่จริงๆแล้วนะครับ หุ่นยนต์ที่เขาให้มามีดีอยู่หลายตัวเหมือนกัน แต่เราต้องใช้ให้เป็น ตัวที่เป็น Long Term ชื่อว่า Super Valcano ตอนนี้ทำกำไรดีมากเลยครับ ผมทดสอบบน Demo Account ที่ $10,000 สามเดือนได้กำไรกว่า 90% แต่มีตัวที่เป็น Scalper ชื่อว่า Hi Rider ได้ที่ 2 ดูเหมือนจะดี แต่หลังๆตลาดเหมือนรู้ทัน เลยทำกำไรไม่ดี ส่วนตัวที่ได้ที่ 1 ผลงานไม่ดีเลยครับ แต่รวมๆยังสามารถทำกำไรได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าระบบจะเป็นอย่างไรถ้าเราเข้าใจมันก็ใช้งานได้ครับ แต่สำหรับมือใหม่ก็ไม่แนะนำนะครับ เพราะยังไงตลาดก็เปลี่ยนแปลงบ่อยอยู่ดี

กลับมาที่ Leo Trader Pro กันดีกว่า อันนี้ดูดีนะครับ แต่เท่าที่ดูแล้วก็ไม่มั่นใจอยู่ดีเพราะดูเหมือนว่าหุ่นยนต์ตัวนี้ต้องรอสัญญาณจาก Server คนขาย และ Trader วันละครั้งสองครั้งเท่านั้น จึงไม่น่าจะเป็นหุ่นยนต์ที่สามารถซื้อขายได้ด้วยตัวเอง แบบนี้บางที่เขาก็ถือว่าเป็น Scam โกงกันอยู่ดีครับ แต่ผลงานที่เห็นพอใช้ได้ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ลองครับ

มาอีกตัวดีกว่า GPSForexRobot อันนี้เป็นของคุณ Mark Larsen ผมค่อนข้างเชื่อถือเขานะครับ และหุ่นยนต์ที่ผมเขียนเองก็พัฒนามาจาก เวปช่วยเขียนหุ่นยนต์ของเขา ผมก็เลยถือว่าซื้อสินค้าเขาเป็นการตอบแทน และดูแล้วเขาก็น่าสนใจ เพราะเขาทดสอบกับระบบมาเกือนปีด้วยเงินจริง  ผมก็เลยไม่รีรอ ดูแล้วหลักการก็คล้าย Scalper ตัวอื่นๆนครับ เช่น Forex Megadroid ซึ่งซื้อขายช่วงเกือบเช้าของบ้านเรา เพราะเป็นช่วงที่ตลาดค่อนข้างเงียบ ไม่ผันผวน และก็เป็นจังหวะการเปลี่ยนตลาดพอดี ดูแล้วน่าสนใจครับ ผมก็ได้ลองกับ Live Account มาได้พักนึงก็ดูดีนะครับ กำไรค่อนข้างคงที่ แต่ต้องลองไปอีกสักเดือนแล้วจะมาเล่าผลงานให้ฟังครับ

ส่วนอีกตัวก็คือ Forex Bulletproof อันนี้เป็นทีมเดียวกับ FAP Turbo ก็ถือว่าเป็นหุ่นยนต์ที่ดูดีครับ หุ่นยนต์ตัวนี้ซื้อขายไม่บ่อยครับ ใช้ Martingle Strategy แต่เลือกเวลาเข้าที่ค่อนข้างปลอดภัยก็ถือว่าดีครับ แต่อีกชุดก็คือ Forex Bulletproof High Voltage และ Aggressive มาลอง อันนี้หลักการน่าจะแบบเดียวกันแต่เข้าซื้อขายบ่อยกว่า ซึ่งทำให้กำไรดีมาก แต่ก็เสียงมากเช่นกันครับ อันนี้ผมแนะนำให้ใช้กับ บัญชีต่างหากครับ และก็ใช้กับกำไรที่ได้มาเท่านั้นเพราะถ้าจังหวะดีก็ได้เป็นสองเท่า จังหวะไม่ดีก็เสมอตัวครับ สุดท้ายก็คือ Market Dominator ก็คือ Manual Signal เป็นสัญญาณการเข้าซื้อขาย โดยเราต้องเลือกจังหวะเข้าเอง ไว้จะมาเล่าให้ฟังในรายละเอียดนะครับ

วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Emotions and Probabilities (การบริหารความเสี่ยง)

เช้านี้้ตื่นมาเข้าไปดูพอร์ต ปรากฏว่า Position ที่ตั้งไว้เมื่อวานทำงานแล้ว ได้กำไรอยู่ 500$ เลยปิด Position ทันทีเลย ตามระบบ เห็นกำไรต้องออก ถ้าไม่เห็นก็ให้ Target ทำงานไป แต่ส่วนใหญ่นะครับเท่าที่บันทึกข้อมูลมา เปอร์เซ็นต์ที่ออกแล้วรอดจากขาดทุน กับออกแล้วขายหมู พอๆกันครับ แน่รอดขาดทุนจะเยอะกว่าเพราะตอนที่ออก เราได้วิเคราะห์ความน่าจะเป็นก่อนทุกครั้งก็ช่วยได้บ้าง แต่ที่สำคัญก็คือ พยายามอย่าให้ กำไรเป็นขาดทุน ที่เคยอ่านๆมาเขาว่า เราจะไม่มีทางเจ๋งจากการที่เราขายหมู แต่เราจะเจ๋งถ้าเราไม่ Stop Loss

วันนี้เลยอยากบันทึกเนื้อหาเก่าๆที่เคยอ่านมาเกี่ยวกับ การบริหารความเสี่ยง ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับเรื่อง Emotions and Probabilities ทั้งนั้นครับ

ว่ากันว่าการเทรดนั้นมักจะทำให้มือใหม่รู้สึกตื่นเต้น เหมือนดูหนังบู๊ล้างผลาญ หรือไม่ก็ันั่งรถไฟเหาะ ซึ่งความรู้สึกตื่นเต้นนั้นหลักๆก็มาจาก ความโลภ และก็ความกลัวนั่นเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ละครับจะทำลายพอร์ตของมือใหม่อยู่ตลอดเวลา มือใหม่ที่ตื่นเต้นกับกำไร ก็เหมือนกับ ทนายที่นั่งนับเงินขณะที่นั่งว่าความอยู่ในศาล หรือ มือใหม่ที่เศร้ากับขาดทุนก็เหมือนกับ หมอที่เป็นลมเมื่อเห็นเลือดของผู้ป่วย

เป้าหมายหลักของพวกเรา นักเทรดที่ประสบความสำเร็จก็คือ  ต้องดึงสิ่งที่ดีที่สุดจากตัวเราออกมาให้ได้ (Reach personal best) เช่นจะต้องเป็น หมอที่ดีที่สุด หรือ ทนายที่เก่งที่สุด  แล้วเงินจะตามมาเองถ้าเราคิดแบบนี้ได้ คือถ้าเราทำเหตุให้ดี ผลที่ดีก็จะตามมาเอง ดังนั้นเราต้องมุ่งมั่นที่จะเทรดให้ถูก ไม่ใช่เทรดให้ได้เงิน เพราะถ้าเทรดให้ถูก หรือเป็นระบบแล้ว เงินก็จะตามมาเอง แต่ถ้าเราเทรดให้ได้เงิน แต่ผิดระบบ เงินที่ได้มาไม่นานก็ไป

ปัญหาหลักๆที่มือใหม่ต้องหัด ก็คือ การ Stop Loss ตามระบบ หรือให้เร็ว ส่วนใหญ่มือใหม่มักจะถือ Position ที่ขาดทุนได้นาน แต่ปิด Position ที่กำไรได้ไว ซึ่งผลก็คือ ขาดทุนไม่กี่ครั้งเงินก็หมดพอร์ต

เคยมีการทดลองกันครับ โดยให้เราเลือกว่า จะเอาเสี่ยงกับโอกาส 75% ที่จะได้ $1,000 หรือ เอา $700 ที่ได้แน่ๆเลย 4 ใน 5 คนเลือก $700 กับอีกกรณีคือ จะเสียแน่นอนเลย $700 หรือจะเสี่ยงกับโอกาส 75% ที่จะเสีย $1000 หรือไม่เสียเลย 3 ใน 4 เลือกเสี่ยง จะเห็นว่าพวกเราส่วนใหญ่มักจะยอมเสี่ยงเพิ่มเพื่อจะไม่เสีย ซึ่งอันนี้ละครับเป็นการ Maximize losses เพิ่มโอกาสการเสียให้มากขึ้น และในความเป็นจริงเรามักจะเสียเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าเราลองไปดูผลงานเก่าๆของเราจะเห็นว่า ผลขาดทุนหลักๆส่วนใหญ่มักจะมาจากการเสียเยอะๆ ไม่กี่ครั้งเท่านั้นเอง

ผมขอสรุปหัวข้อหลักๆที่เราควรจดจำ และทำความเข้าใจไว้นะครับ ส่วนรายละเีอียดจะพยายามมาบันทึกให้ต่อไป


  1. ทำความเข้าใจเสี่ยใหม่ว่า การเทรดก็คือเรื่องของ ความน่าจะเป็น Probability
  2. Money Management สำคัญมากๆ โดยเน้นที่ว่า
    1. Survival First
    2. Get Rick Slowly
    3. How much to Risk
    4. Martingale Systems
    5. Reinvesting Profits
  3. การปิด Positions ตามระบบ
    1. Quality before money
    2. Setting Stops
  4. ต้องทำอย่างไรหลังจากการเทรด
สิ่งเหล่านี้นะครับต้องทำความเข้าใจและควรที่จะซึมซับเข้าไปเป็นความรู้สึกของเราตลอดเวลา แล้วความสำเร็จก็จะมาหาเราเองครับ 

เนื้อหาหลักๆนี้รายละเีอียดสามารถหาอ่านได้จากหนังสือ Trading for a living ของ Dr. Alexander Elder นะครับ ถ้าท่านใดอยากได้ Pdf ไฟล์สามารถส่ง email มาหาผมได้นะครับจะส่งไปให้ที่ leowhite456@gmail.com

วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ข้อคิดจาก Trading Guru

ไปเชียงใหม่งวดนี้ได้ไปเจอร้าน XEROX ใจดีร้านหนึ่ง เขามีบริการพิมพ์เอกสารจากคอมพิวเตอร์ ราคาแค่ 30 ส.ต. ที่สำคัญเครื่องเขาเร็วมาเลยครับ เลยได้มีโอกาสพิมพ์ eBook ต่างๆที่มีอยู่มาหลายเล่มเลยครับ เลยได้นั่งอ่านเต็มๆสักที แต่พออ่านไปอ่านมา หลักการก็คล้ายๆกันครับ Guru ทุกๆคนเน้นเรื่องเดียวกันหมดครับ แต่ที่เขาเน้นและบอกว่าสำคัญมากๆก็คือ ตัวเราเองนี้ละครับ มักจะทำให้ระบบเราเองเสีย หรือมักจะเปลี่ยนการ Trade เป็น Gambling คือเปลี่ยนจากการซื้อขายให้เป็นการพนันไป ซึ่งมีได้มีเสีย แต่สุดท้ายก็เสียหมดครับ

เลยอยากเขียนมาเป็นข้อคิดครับว่า เราจะทำอะไรก็แล้วแต่ มีได้ก็มีเสีย ได้มากก็เสียมาก ได้น้อยก็เสียน้อย ได้น้อยได้นานๆ ได้มากได้เร็วเสียมากก็เสียเร็วนะครับ พยายามนะครับท่านที่พึ่งเข้ามารู้จักกับตลาดนี้ ค่อยๆเป็นค่อยๆไป สำคัญที่สุดป้องกันเงินของเราให้เหมือนกับเราต้องดูแลสาย Oxygen ตอนเราดำน้ำ ถ้าเงินหมด เราก็ไม่สามารถเทรดได้เลยนะครับ

วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Hide Away Day 3 Part 2 - เที่ยวไป เทรดไป

สวัสดีครับ วันนี้อากาศดีมากๆ ได้ข่าวว่ากรุงเทพก็หนาวเหมือนกัน ตอนเช้านั่งดูกราฟเกือบเที่ยงก็ออกไปทานข้าวดีกว่า ที่เชียงใหม่ครับ มาที่นี่ต้องไปลองอาหารพื้นเมืองที่ร้าน เฮือนเพ็ญ กัน วันนี้ไปที่สาขาสองครับ อาหารประจำผมก็คือ ข้าวซอยไก่ ขนมจีนน้ำเงี้ยว และก็ข้าวเหนียว ไก่ทอด

ร้านสาขาแรกอยู่ใกล้ๆวัดพระสิงห์ครับ ส่วนสาขาสองอยู่แยกเชียงใหม่ ไนท์ซาฟารี อร่อยทั้งสองร้านเลยครับ มีโอกาสมาอย่าลืมมาชิมนะครับ

ทานเสร็จก็ขับเข้าเมือง เอไปไหนดีนะเนี่ย พอดีเห็นป้ายงาน เชียงใหม่ Super Car Show เลยแวะไปดูซะหน่อยดีกว่า
น่าจะมีรถสวยๆให้ดูหลายๆครับ ปรากฏว่าไปถึง ไม่แน่ใจว่างานเพิ่งวันแรกหรืออย่างไร ไม่ค่อยมีรถเลยครับ มีเด่นสุดก็คือ Ferrari California ส่วนอย่างอื่นๆก็ทั่วไปๆครับ แต่ที่ชอบคืออากาศหนาวกำลังดีเลย เหมือนอยู่เมืองนอกเลยครับ




เสร็จแล้วก็เดินเล่นแถวๆนั้นครับ ได้แวะไปซื้อซิม 3G ของ AIS มาลองด้วยครับเร็วใช้ได้เลยครับ แต่เสียอย่างเดียวเขาคิดเป็นจำนวนข้อมูล ไม่ใช่เป็นชั่วโมง เลยคิิดว่าใช่ไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่ครับ ตอนที่ลองดูก็ดูค่าเงิน EURUSD แล้วดูเหมือนเริ่มจะมีแรงเข้ามา สงสัยจะเริ่มเวฟ 3 ขาลงแล้วแน่ๆเลยครับ กลยุทธ์ที่ผมใช้ตอนนี้เป็น Counter Trend Scalping ก็ดูเริ่มจะมีความเสี่ยงมากขึ้น ผมก็เลยเพิ่มระยะการเข้าออกให้ห่างขึ้น ปรากฏว่าใช่จริงๆครับ ยูโรลงแรงมาก ผมเองก็ไม่ได้ตามข่าวด้วยว่าเพราะอะไร ช่วงนี้ดูจากกราฟอย่างเดียว การเข้าวันนี้ก็เข้าเป็น Step ไปครับ แต่มีการ Manage Lots ให้สามารถ Recover ได้ทันด้วยครับ ไปๆมาๆ ได้ประมาณ $200 วันนี้เทรดโดยใช้เจ้า HTC HD2 ช่วยครับ จอเขา 4.3 นิ้วใหญ่พอที่จะเห็นกราฟเลยครับ จริงๆถ้าได้แบบ iPad ที่เป็น Windows 7 คงจะสบายเลย แต่แค่นี้ก็พอไหว แต่จะยากหน่อยตอนที่จะหาจุดกลับตัว เพราะต้องแม่นพอควรที่จะเข้าซื้อ เพราะถ้าจะ Scalping ก็ต้องเข้าเร็วออกเร็ว วันนี้ผมก็เลยต้องเปลี่ยนเป็นเล่นระยะสั้นมากกว่า Scalping ครับ แต่เล่นแบบนี้ก็ต้องเพื่อการ Draw Down และก็ต้องเตรียมขาดทุนในบาง Positions ด้วยครับ

ผมยังไงก็ยังยืนยันนะครับ ว่าถ้าใครสามารถเข้าใจระบบ สามารถเทรดอะไรก็ได้ เพื่อเป็นงานประจำได้เลย แต่ต้องใช้เวลา และความอดทนพอควรนะครับกว่าจะได้ อย่าไปเชื่อที่เขาโฆษณากันนะครับ วันเดียว นาทีเดียวได้เป็นแสนๆ เพราะถ้าคุณเล่นในระยะยาว แบบที่เขาเล่น คุณก็จะต้องเสียวินาทีเป็นแสนๆเช่นกันครับ เกมส์การเทรดไม่ใช่เป็นกำไรต่อครั้ง แต่เป็นผลรวมของกำไร

พอเดินเล่นเสร็จ ขึ้นดอยสุเทพดีกว่าครับ ผมมาเชียงใหม่ทุกครั้งต้องขึ้นไปไหว้พระธาตุ มีโอกาสก็ทำวัดเย็นไปด้วยครับ สงบดีมากครับ เหมือนขึ้นไปพักกาย และใจ หมอกกำลังดีเลยครับ




อยู่จนเกือบหกโมงก็ลงมา แวะทานมื้อเย็นแถว มช. ครับ ขอเป็นเด็กสักวัน เสร็จแล้วก็กลับที่พักครับ ช่วงค่ำๆนี้ละครับ ยูโรลงแรงจริงๆครับ เริ่มจะคอนเฟิร์ม เวฟ 3 แล้วเห็นทีต้องเปลี่ยนกลยุทธ์การเล่นแล้วครับ เพราะถ้าเวฟ 3 ต้องถือให้นานหน่อย จะได้กำไรดีครับ เริ่มง่วงแล้วครับ ไปนอนก่อนดีกว่า


วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Hide Away Day 3 - หากเปรียบธรรมะ กับ FOREX

ตื่นมาวันนี้ นั่งดูหุ่นยนต์ซื้อขายให้เราครับ มี Megadroid, AccuScalper, Scalpa และก็ PipsLaser ชุดนี้เป็นของทีม Megadroid ทั้งหมด เป็นหุ่นยนต์ Scalper ที่ซื้อขายประมาณวันละครั้งครับ ช่วงตี 5 ถึง 7 โมงได้ ความแม่นยำค่อนข้างดีครับ วันนี้ Megadroid ขาดทุน AccuScalper กับ Pipslaser ได้กำไรรวมแล้วก็ได้กำไรประมาณร้อยกว่าเหรียญได้ครับ ถือว่ามีหุ่นยนต์เป็นผู้่ช่วยครับ

จากนั้นก็ได้มีโอกาสอ่านพระอภิธรรมมัตถสังคหะ เล่มที่ 8 เป็นเล่มที่น่าสนใจมากๆเลยครับ บางท่านอาจจะสงสัยว่า พระอภิธรรมมัตถสังคหะคืออะไร นะครับ จริงๆแล้วก็คือ เป็นการเรียบเรียง และย่อส่วนของพระอภิธรรม 7 คัมภีร์ จากพระอภิธรรมปิฏก ในพระไตรปิฏกครับ เพราะถ้าเราอ่านจากพระไตรปิฏกเลยจะเข้าใจยากมากครับ แล้วหนังสือชุดนี้อ่านแล้วได้อะไร ความเห็นส่่วนตัวนะครับ หนังสือเล่มนี้เหมือน คัมภีร์เทวดาครับ เป็นหนังสือที่บอกความเป็นจริงของมนุษย์ ของโลกเรา ของจักรวาลทั้งหมดว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เราเกิดมาได้อย่างไร เราตายแล้วไปไหน เข้าใจถึงกรรมเก่าของเราโดยไม่ต้องไปสแกนกรรมเลย นั่งสมาธิแล้วได้อะไร นั่งวิปัสสนาแล้วได้อะไร และที่สำคัญหนังสือเล่มนี้จะบอกถึง วิธีแก้ทุกข์ที่ยั่งยืนที่สุดเลยครับ มีโอกาสหามาอ่านกันนะครับ

ที่อยากจะมาเล่าให้ฟังก็คือ เล่มที่ 8 นี้นะครับถือว่าเป็นหัวใจเลยครับ มีอาจารย์ท่านบอกเอาไว้ว่า เล่มนี้เป็นเรื่องที่ยากมาก และถ้าพระพุทธศาสนาของเราเสื่อมลง เล่มนี้จะหายไปเป็นอันดับแรกเลยครับ เพราะน้อยคนที่รู้ และเข้าใจ ผมขออนุญาติมาเล่าให้ฟังคร่าวๆนะครับ อ่านเป็นแนวทางเล่นๆนะครับ เพื่อท่านสนใจจะได้ไปอ่านกันดู และเอาไปประยุกต์ใช้กับชีวิตของท่านกันต่อไป

ที่ผมอยากจะเล่าก็คือเรื่องของ ที่มาที่ไปของสิ่งต่างๆในโลก หลักๆก็คือเราเกิดมาได้ยังไงนั่นแหละครับ แล้วค่อยไปเปรียบกับ FOREX กันดู

สิ่งต่างๆที่มีอยู่นะครับ ล้วนแล้วแต่มี เหตุ และ ผล คือ มีปัจจัย และ ผลที่เกิดจากปัจจัยนั้นๆ เช่น เราหิวน้ำ ผลก็คือเราก็มองหาน้ำดื่ม มีพ่อมีแม่ ก็ต้องมีลูก

คราวนี้เรามาดูเหตุที่หนังสือสรุปมาให้นะครับ มีดังนี้ครับ

อวิชา (ความไม่รู้) เป็นเหตุให้เกิด สังขาร (เจตนา หรือ แรงผลักดัน) เป็นเหตุให้เกิด วิญญาณ (อารมณ์ต่างๆ) เป็นเหตุให้เกิด นามรูป (การน้อมไปสู่อารมณ์) เป็นเหตุให้เกิด สฬายตนะ (ส่งต่อไปยังทวาร ทั้ง 6)เป็นเหตุให้เกิด ผัสสะ (การรับกระทบในอารมณ์ต่างๆ) เป็นเหตุให้เกิด เวทนา (ความรู้สึก)  เป็นเหตุให้เกิด ตัณหา (ความอยาก) เป็นเหตุให้เกิด อุปาทาน (การยึดเอาไว้) เป็นเหตุให้เกิด ภพ (กรรม) เป็นเหตุให้เกิด ชาติ (เกิดใหม่)  เป็นเหตุให้เกิด ชรา (เสื่อม)  มรณะ (สูญหายไป)

จริงๆมีต่ออีกหน่อยนะครับ แต่เอาหลักๆเท่านี้มาให้ดูกัน

จะเห็นนะครับว่าทุกอย่างเริ่มจาก ความไม่รู้ และด้วยความไม่รู้นี่แหละครับ ผลักดันให้เกิดสิ่งต่างๆ ไปเรื่อยๆจนและก็หายไป และก็เกิดใหม่อีกไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด

ความไม่รู้ในความจริงของชีวิต ทำให้คนเรามีเจตนาที่ต่างๆกันไป บางคนเกิดมาคิดว่าโกงเขาแล้วรวยแล้วดี ก็เกิดเจตนาที่จะโกง ส่งผลให้เกิดอารมณ์ต่างๆ ความคิดต่างๆที่จะโกง และก็ด้วยความที่จะโกงเขาก็แสดงออกทาง การพูด ท่าทาง และพอโกงเขาแล้วได้เงิน ได้ทอง ก็มีความรู้สึกชอบใจ และยึดติดในอารมณ์นั้นๆเอาไว้ ทำให้เกิดความอยากโกงไปเรื่อยๆ และเมื่อโกงครั้งที่หนึ่งจบ ก็ย้อนกลับไปเริ่มต้นวงจรใหม่ ถ้ามองเลยไปถึงเมื่อเสียชีวิตไป เกิดมาใหม่ก็จะมีความคิดแบบเดียวกัน และก็โกงใหม่ไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด

คนทำความดีก็เหมือนกัน เกิดจากความคิด อารมณ์ที่อยากทำความดี ทำแล้วมีความสุข ก็ทำไปเรื่อยๆ พอเสียชีวิตไปเกิดใหม่ก็ทำความดีใหม่ๆไม่มีที่สิ้นสุดเช่นกัน

ซึ่งวงจรเหล่านี้มีนับไม่ถ้วน ซ้อนๆกันอยู่ในตัวเรา รอบๆตัวเรา ซึ่งวงจรเหล่านี้จะดึงดูด ผูกติดให้เราต้องมาเกิดใหม่ไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด หรือ ที่เราเรียกกันว่า วัฏฏะสงสาร นั้นเองครับ

แล้วเราจะทำลายวงจรเหล่านี้ได้อย่างไร แล้วทำลายได้แล้วเป็นอย่างไร คำตอบก็คือ จะทำลายได้ก็ต้องทำลายที่เหตุ ก็คือ ทำลาย อวิชชา หรือ ความไม่รู้นี่แหละครับ เราต้องเข้าถึงความจริง จริงๆ ที่มีอยู่จริง เมื่อเราเข้าใจแล้ว ก็ไม่เกิดอวิชชา พอไม่มีอวิชชา ก็ไม่มีสิ่งที่ตามมา ก็ไม่มีการเกิด การแก่ การตาย ผลที่ได้ก็คือ ความหลุดพ้นนั่นเองครับ นิพพาน ไงครับ

แล้วการที่เราจะทำลาย อวิชชา ทำอย่างไร ก็คือ การศึกษา พระอภิธรรม และปฏิบัติ วิปัสสนาไงครับ ทุกสิ่งมีให้พร้อมแล้ว อยู่แค่เอื้อมเพียงแค่ว่าเราจะคว้ามันไว้หรือไม่ ไว้มีโอกาสเรามาคุยกันต่อนะครับ คราวนี้มาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่า แล้ววงจรนี้ไปเกี่ยวกับการเทรด FOREX ยังไง

มาลองดูกันนะครับ

ความไม่่รู้ ก็ทำให้เราคิดว่าเราจะรวยทางลัดกับ FOREX แล้ว ก็ทำให้เกิดความคิด ความอยากรวยเร็ว ส่งผมให้เข้าซื้อขายแบบเสี่ยง Overleverage พอได้เงินครั้งแรกเยอะๆ ความรู้สึกตื่นเต้น ดีใจก็เก็บไว้ เราก็ยึดความรู้สึกนั้นๆเอาไว้ และก็ทำอีก พอเสียไป ก็เริ่มทำใหม่ด้วยความที่เรายึดในความอยากที่จะได้เงินเร็ว สุดท้ายก็เป็นวงจรที่เราต้องเสียเงินให้กับตลาดไปเรื่อยๆ เราก็ต้องเจอกับความ โศก ความคับแค้นใจ ความทุกข์ไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด การที่จะหลดจากวงจรนี้ ทำได้ก็คือไม่ เลิกเทรด ก็ทำลาย อวิชชาในการเทรดทิ้งไป



ถ้าเรายังอยากที่จะเทรดอยู่ สิ่งที่เราต้องทำก็คือทำลาย อวิชชา ที่อยากจะรวยทางลัดให้ได้ โดยการศึกษา หาความรู้จากประสบการณ์ของท่านที่เคยผ่านด่านนี้มาก่อน และก็พยายามฝึกฝน ทำความรู้สึกให้ตรงกับความเป็นจริงที่ว่า FOREX ก็คือเกมส์ของความน่าจะเป็น ไม่มีอะไรตายตัว การจะได้กำไรต้องทำเป็นระบบ โดยใช้ระบบที่เป็นความน่าจะเป็นที่จะถูกสูงกว่าผิด และก็มีการบริหารจัดการเงิน จัดการความเสี่ยงอย่างรัดกุม และเมื่อเราเข้าถึงความจริง ด้วยการฝึกฝน เราก็จะหลุดพ้นจากวงจรขาดทุน เข้าสู่วงจรกำไร และเราก็จะสามารถทำกำไรไปเรื่อยๆ

เรามาลองสรุปกันนะครับ

อวิชชา สังขาร ก็คือ การศึกษาหาความรุ้ การสร้างระบบต่างๆ การทำความรู้สึกให้ตรงกับความจริง

วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปปาทาน ภพ ชาติ การฝึกฝน และเผชิญหน้าด้านจิตวิทยา

ชรา มรณะ สิ่งที่จะตามมาในอนาคต

จะเห็นนะครับว่า จิตวิทยา หรือ อารมณ์ ความรู้สึกเป็นปัจจัยสำคัญมากๆที่สุด ในการที่เราจะประสบความสำเร็จในการเทรด FOREX จริงๆแล้วในทุกๆอย่างเลยครับ

เรามาพยายามสร้างเหตุและปัจจัยให้ถูกต้องทั้งทาง โลก และทางธรรม กันนะครับ แล้วชีวิตของเราจะพบกับความพอดี ที่ไม่ทุกข์ (ทุกข์น้อย) นะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Hide Away Day 2 - วันฟ้าใส กับประสบการณ์ FOREX ที่ต้องจำให้ขึ้นใจ

ตื่นเช้ามายังเบลอๆ นึกว่านอนอยู่ที่บ้าน มองไปเอทำไมทางเชื่อมระหว่างห้องของผมมันทีบๆละ อ้อเราอยู่ที่เชียงใหม่นี่นา อากาศดีมากครับอุณหภูมิประมาณ 20 องศา

เข้าไปดูกราฟสักหน่อยดีกว่า ค่าเงินยูโรเมื่อคืนปรับตัวลงน่าจะกำลังทำให้ครบ 5 เวฟ เดี๋ยวคงมี Correction และก็อาจจะลงต่อ ดูแล้วตลาดเขาพยายามพัฒนาตัวเขาให้ชนะเราให้ได้ครับ จะเห็นว่าหลายๆอย่างจะเกิดภาพเหมือนจะ เหมือนจะ และก็เปลี่ยนทางอย่างที่เราไม่รู้เนื้อรู้ตัวครับ

วันนี้ฟ้าใส มารื้อฟื้นความหลังที่ต้องจำให้ขึ้นใจครับ ความหลังที่เสียเงินให้ตลาดนี่แหละครับ

ย้อนไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน สมัยยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ครับ ตอนนั้นจำได้ว่าเคยไปสัมภาษณ์กิจกรรม นักลงทุนรุ่นเยาว์ เขาถามว่ามองตัวเองยังไงบ้าง ผมก็ตอบไปอย่างไม่ได้คิดเลยครับ ว่ากิจกรรมนี้เขาต้องการสร้างนักธุรกิจ ที่ลงทุนเป็นกิจจะลักษณะ "ผมอยากเล่นหุ้นครับ" สุดท้ายก็ไม่ได้ร่วมโครงการ

ตัวผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ตอนนี้ยังงงๆ อยู่เลยครับว่า แล้วมาสนใจ FOREX นี้ได้ยังไงเหมือนกัน แต่ที่รู้ๆ เล่นหุ้นครั้งแรกก็ตอนหุ้นบ้านเรากำลังวิ่งจากหลักพัน ถึงหลักร้อยครับ จำแม่นเลยครับ
ซื้อตัวแรกคือ SCC ซื้อเช้าขายบ่ายได้กำไรเนอะๆ พอหลังจากนั้นอีกสองเดือน ขาดทุนหกหมื่นกว่าบาท แถม มีหุ้น FIN1 ที่กลายเป็นกระดาษด้วยครับ เลิกไปพักหนึ่งเลยครับ พยายามอ่านโน้น อ่านนี่นะครับ ไม่เป็นระบบ ไม่ค่อยได้เรื่อง หลังจากนั้นอีกพักหนึ่งก็เอาใหม่ก็ไม่เวิร์ค ยังนึกไม่ออกเหมือนกันครับว่าทำไมถึงมาเล่น FOREX ได้ แต่ก็เหมือนกับเราต้องจ่ายเงินค่าเล่นรายเดือนไปเรื่อยๆครับ เพราะเดือนนึงพอเสียจนเกือบหมดก็เอาเงินเข้าอีกไปเรื่อยๆ อยู่หลายปีครับเสียไปหลายแสนอยู่ ผมก็ถือว่าเสียไปหาประสบการณ์ดีกว่า ไปเสียค่าเรียนเป็นแสนๆ และต้องมาเสียให้ตลาดอีก ก็โชคดีครับที่ผมเสียที ก็ได้ความรู้เพิ่มที จนสุดท้ายมาอ่าน Elliott Wave Principle นี่แหละครับตาสว่างเลย เหมือนหา Jigsaw ตัวใหญ่เจอ ก็เริ่มมีกำไรครับ แต่ก็ขาดทุน กำไร กำไร ขาดทุนเรื่อยๆครับ แต่รวมๆแล้วเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะต้องเสียค่าเล่น เป็นเขาจ้างให้เราเล่นแทน ก็รอดตัวไป คราวนี้เรามาดูกันนะครับว่า ความผิดพลาดหลักๆของผมมีพัฒนาการอย่างไร

ระดับ 0

เข้าตาม RSI ต่ำก็ซื้อ สูงก็ขาย ผมไม่รู้เป็นไงชอบตัวนี้จริงๆครับ สงสัยเข้าใจง่าย ปรากฏว่าไปใช้ตอนตลาดมี Trend ใหญ่เลย RSI ต่ำแล้ว ราคาก็ต่ำอีก RSI ต่ำอีกแล้ว ราคาก็ยิ่งต่ำเข้าไปอีก สุดท้ายเลิกเลยครับ ไม่มี Stop Loss

ระดับ 2

เริ่มมาศึกษาเรื่องการซื้อขายเป็นระบบ เขียวก็ซื้อ แดงก็ขาย ก็ไปเข้าตอนระบบแพ้ตลาด เขียวก็ซื้อ พรุ่งนี้แดงเลยครับ อ้าวตอนนั้นงงครับ ทำไงดี พึ่งซื้อเอง ขายแล้วเหรอ สุดท้ายก็ทำไปไม่รอด

ระดับ 3

เริ่มเข้าใจระบบมากขึ้น เริ่มเอาหุ่นยนต์มาใช้ในการช่วยซื้อขาย แต่ก็ไม่รู้ว่าหุ่นยนต์ทำงานยังไง ไม่ได้ทดสอบย้อนหลัง หรือ Demo Test ก่อนลุยเลย ปรากฏอยู่ในช่วงหุ่นยนต์แพ้ตลาด ก็ขาดทุนอีก บางทีก็อวดฉลาดกว่าหุ่นยนต์ไปปิด Position ก่อน ปรากฏที่ปิดก่อนควรได้กำไรไม่ได้ ที่ไม่ได้ปิดก็ขาดทุน สรุปก็คือไปทำให้หุ่นยนต์เสียระบบ

ระดับ 4

เริ่มทดสอบหุ่นยนต์เป็น เริ่ม Demo Test บ้าง แต่ยังไม่กล้าใช้เล่นจริง ปรากฏว่าที่เล่นจริง ด้วยตัวเองเสียเยอะกว่าให้หุ่นเล่นกับเงิน Demo อีก หุ้นยนต์ทำกำไรได้ 60% เราเล่นขาดทุน

ระดับ 5

เริ่มศึกษา Elliott อย่างจริงจัง เริ่มคาดการณ์ได้ แต่ใจเร็วด่วนได้ Over Leverage คือเล่นหนักเกิน คือเหมือนทุ่มหมดตัวใน Poker เลยครับ เลยเสียครั้งเดียวหมดพอร์ตเลย ทำกำไรมาติดต่อกัน เดือนหนึ่ง วันเดียวขาดทุนหมดเลย มาถึงตรงนี้นะครับ
ไม่ว่าคุณจะเก่งยังไง ห้าม Over Leverage เลยนะครับ เพราะถ้าผิดครั้งเดียวหมดทางแก้ตัวเลยครับ จริงๆที่ขาดทุนในทุกระดับ ทุกครั้งที่ผม Over Leverage ทีไรเงินหมดบัญชีทุกครั้งเลยครับ

มาในระดับนี้ปัญหาก็อยู่ที่ Over Leverage กับ ความอดทนครับ เพราะถ้าเราค่อยๆเป็นค่อยๆ กำไรก็มาเรื่อยๆ แต่ถ้าใจร้อน เงินจะร้อนตามและก็หนีไปครับ

เท่าที่นึกได้ก็ประมาณนี้นะครับ ไว้มีเพิ่มจะมาเล่าให้ฟัง